หลายคนคงจะเริ่มเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และการวางแผนเพื่อปกป้องคุ้มครองความไม่แน่นอนเหล่านั้น แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำ ประกันสุขภาพ เพราะมันคือการคุ้มครองความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจำนวนมากไปกับค่ารักษาพยาบาล ให้กับตัวเราเองเต็มๆ แต่คำถามต่อมาก็ คือ แล้วเราควรจะทำประกันสุขภาพที่ไหนดี ถึงจะเหมาะสมกับตัวเรา? หรือ มีสวัสดิการที่เป็นค่ารักษาพยาบาลของที่ทำงานอยู่แล้ว จะยังต้องซื้อประกันสุขภาพเองอีกรึเปล่า? เป็นต้น ดังนั้น วันนี้เราจะมาบอกให้ฟังว่า การทำประกันสุขภาพจริงๆ แล้วนั้น มีหลักคิดยังไง
หลักในการทำประกันสุขภาพ
1. สำรวจค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราต้องการใช้บริการ
โรงพยาบาลที่เราเลือกเบื้องต้น ควรจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน เพราะเมื่อเจ็บป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไปรักษาตัวได้รวดเร็ว (ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐอาจจะต้องรอคิว) โดยค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ารักษาหลักๆที่เราควรจะสำรวจก็คือ ค่าห้อง / ค่าผ่าตัดใหญ่ / ค่ารักษาโรคร้ายแรง (เช่น มะเร็ง, หลอดเลือดหัวใจตีบ, เส้นเลือดในสมองแตก) อย่างไรก็ตาม ระดับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราเลือก ก็ควรสอดคล้องกับฐานะความเป็นอยู่ของเราด้วยนะครับ เพื่อที่เราจะได้จ่ายค่าเบี้ยได้เหมาะสม และวงเงินค่ารักษาจะได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เราจะได้ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก (ถ้าเป็นไปได้)
2. สำรวจอาชีพการงานของเรา และสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เรามีอยู่
3. สำรวจว่าสวัสดิการ หรือประกันสุขภาพที่เรามี ขาด/เกิน ไปจากค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลนั้นอยู่เท่าไหร่ ให้ทำเพิ่มจนเต็มส่วนที่ขาด
สำหรับคนที่ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีประกันสุขภาพใดๆเลย ก็ให้ทำประกันสุขภาพเต็มวงเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเลย (เช่น โรงพยาบาลที่จะใช้บริหารมีค่าห้องเดี่ยวแบบปกติอยู่ที่ 3,000 บาทต่อคืน ค่ารักษาโรคมะเร็ง 500,000 บาท ก็ให้ทำแผนประกันสุขภาพแบบคุ้มครองค่ารักษา แบบที่ให้ค่าห้อง 3,000 บาท ทำประกันโรคมะเร็ง วงเงินคุ้มครอง 500,000 บาท เต็มๆไปเลย) ส่วนคนที่มีสวัสดิการอยู่แล้ว เช่น ประกันกลุ่ม หรือมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ก็ให้ดูส่วนที่ขาด แล้วให้ทำเพิ่มจนเต็ม เช่น ถ้าต้องการใช้โรงพยาบาลค่าห้อง 3,000 บาทเหมือนกัน แต่มีประกันกลุ่ม / ประกันสุขภาพที่มีอยู่แล้ว ที่เบิกค่าห้องได้ 2,000 บาทต่อคืน ก็ให้ทำประกันสุขภาพแบบคุ้มครองค่ารักษา แบบที่ให้ค่าห้อง 1,000 บาท เพิ่มเติม เป็นต้น ส่วนคนที่เป็นข้าราชการ ก็อาจเลือกแบบประกันสุขภาพคุ้มครองค่ารักษาแผนที่จ่ายค่าเบี้ยไม่สูงนัก เผื่อสำรองกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลรัฐ เพิ่มเติมจากสวัสดิการโรงพยาบาลรัฐที่มีอยู่ก็ได้ครับ
4. ทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทั้ง ค่ารักษาพยาบาล กรณีอุบัติเหตุ และกรณีโรคร้ายแรง โดยให้ค่าเบี้ยประกันไม่เกิน 10% ของรายได้รวมทั้งปี
ทำประกันสุขภาพทั้งที ก็ควรจะให้ครอบคลุมทั้งแบบที่เป็นค่ารักษา แบบกรณีอุบัติเหตุ และแบบโรคร้ายแรง เพื่อชดเชยในกรณีที่เราอาจจะต้องเป็นคนทุพพลภาพ (จากอุบัติเหตุหรือจากโรคร้ายแรง) หรือชดเชยกรณีขาดรายได้ช่วงพักรักษาตัวด้วย แต่สิ่งสำคัญก็คือ ค่าเบี้ยประกันทั้งหมด ไม่ควรจะเกิน 10% ของรายได้รวมทั้งปีของเรา เพื่อให้เรามีกำลังจ่ายเบี้ยประกันไหวไปนานๆ (เพราะยิ่งอายุมาก ค่าเบี้ยประกันสุขภาพก็ยิ่งแพงขึ้นด้วย ต้องวางแผนจ่ายเบี้ยให้ดี โดยดูค่าเบี้ยในปีต่อๆไปล่วงหน้าไว้ด้วย) ซึ่งถ้ากรณีที่เราต้องทำประกันสุขภาพครบทุกประเภท และทำจนเต็มวงเงินค่ารักษาของโรงพยาบาลที่เราเลือก ทำให้เราต้องจ่ายค่าเบี้ยเกิน 10% ของรายได้ทั้งปี เราก็อาจจะต้องปรับ โดยอาจจะเลือกลดวงเงินคุ้มครองลงมาเพื่อให้ค่าเบี้ยถูกลง หรือเลือกเฉพาะตัวที่สำคัญที่สุดก่อน คือแบบคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งถ้าเป็นแบบแยกค่าใช้จ่าย เบี้ยก็จะถูกกว่าแบบเหมาจ่ายค่ารักษา) ถ้างบเหลือ ก็ค่อยเพิ่มตัวที่เป็นแบบโรคร้ายแรงเข้าไปครับ
5. ทำประกันสุขภาพควบคู่กับประกันชีวิตตัวหลักที่เป็นแบบสัญญาคุ้มครองตลอดชีพ
ประกันสุขภาพ ควรจะต้องทำกับประกันชีวิตที่เป็นแบบตลอดชีพ (ถึงอายุ 90 หรือ 99) ไม่ควรจะทำควบคู่กับแบบสะสมทรัพย์ที่เน้นการออม เพราะจุดประสงค์ของการทำประกันสุขภาพ ก็เพราะเราต้องการการคุ้มครองสุขภาพในระยะยาว เราจึงต้องการแผนประกันชีวิตที่มีระยะเวลาสัญญาคุ้มครองที่ยาว เพื่อเป็นสัญญาหลักให้ประกันสุขภาพพ่วงคู่ไปด้วยได้นานๆ ถ้าเกิดเราไปทำกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งอาจมีระยะเวลาคุ้มครองสั้น – ปานกลาง เมื่อครบสัญญา หากเรายังต้องการมีประกันสุขภาพต่อ เราก็ต้องมาทำประกันชีวิตเล่มใหม่อีก ซึ่งก็จะต้องเสียค่าเบี้ยประกันชีวิตตัวหลักแพงขึ้นกว่าเดิม (เพราะเราอายุมากขึ้น) แถมจ่ายเบี้ยนานกว่าเดิม (เพราะต้องเริ่มจ่ายเบี้ยใหม่ตั้งแต่ต้น) อีกต่างหาก
6. เปรียบเทียบแบบประกันสุขภาพของแต่ละบริษัท
สุดท้าย ก่อนเราจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ก็ควรจะต้องมาเปรียบเทียบ ผลประโยชน์กับค่าเบี้ยที่จะต้องจ่าย ของแต่ละบริษัทประกัน (เท่าที่จะหาข้อมูลได้) กันก่อน ว่า ในประกันสุขภาพประเภทเดียวกัน แผนแบบเดียวกัน วงเงินคุ้มครองที่เท่ากัน ของที่ไหนที่เบี้ยประกันถูกกว่า หรือมีเงื่อนไขการคุ้มครองพิเศษอื่นๆที่มีประโยชน์มากกว่า เพื่อหาแบบประกันสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดกับเราครับ (บางที่อาจจะเบี้ยแพงกว่านิดหน่อย แต่เงื่อนไขครอบคลุมกว่า ก็อาจจะน่าสนใจกว่าก็ได้)
ซึ่ง 6 แนวทาง ที่ผมให้ไป เป็นแนวทางการเลือกทำประกันสุขภาพ แบบที่เราต้องเลือกเองในแต่ละประเภท แต่หากใครที่มองว่า ถ้าให้ไปเลือกซื้อแยกแบบแต่ละประเภทเอง ก็คงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ไหนจะต้องมาเลือกแบบประกันชีวิตตัวหลักอีก